GoldenYears Health

GoldenYears Health

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก GoldenYears Health, สุขภาพ/ความงาม, 25/553 Moo 5 Bangna Trad Road, Bang Bo.

Golden Years Health เราคือเพจเพื่อผู้สูงอายุ ผู้ดูแล และคนที่อยากเตรียมตัวเข้าสู่วัยเกษียณอย่างมั่นใจ แบ่งปันความรู้ด้านสุขภาพกาย–ใจ เติมพลังใจ ให้ชีวิตหลังเกษียณเปล่งประกายอย่างมีคุณค่า เพราะทุกปีของชีวิตควรมีคุณภาพและหัวใจที่ควรได้รับการดูแลอย่างแท้จริง

21/05/2026

🌿 เมื่อพ่อหมอเป็นพาร์กินสัน… หมอถึงรู้ว่าตัวเองมีความรู้เรื่องนี้น้อยมาก

แม้จะเรียนแพทย์ทั่วไปมา 6 ปี (ก่อนเรียนต่อเฉพาะทางผิวหนังอีก 4 ปี) แต่ถ้าย้อนกลับไปคิดจริง ๆ หมอรู้สึกว่าเราอาจเรียนเรื่องโรคพาร์กินสันไม่นานนัก อาจไม่ถึง 1 ชั่วโมงด้วยซ้ำ
สิ่งที่จำได้ในตอนนั้นมีเพียงภาพว่า ผู้ป่วยมักมีอาการสั่น การเคลื่อนไหวช้าลง และเป็นโรคที่หลายคนมักนึกถึงเฉพาะอาการทางการเคลื่อนไหว

แต่ไม่เคยคิดเลยว่า…วันหนึ่งโรคนี้จะเข้ามาอยู่ในครอบครัวของตัวเอง 💛

พ่อเริ่มมีอาการตั้งแต่ก่อนโควิดประมาณ 2 ปี ถ้าจำไม่ผิด อาการแรกคือ มือสั่น

พ่อไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลประจำย่านพหลโยธิน และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นพาร์กินสัน

ตอนนั้นพ่ออยากได้ second opinion
หมอจึงแนะนำให้ไปพบเพื่อนที่เป็นอาจารย์แพทย์ ซึ่งออกตรวจอยู่ที่เซนต์หลุยส์

สุดท้าย…ผลก็ยืนยันตรงกันว่า พ่อเป็นพาร์กินสันจริง ๆ

ในช่วงแรก อาการของพ่อยังไม่มาก
พ่อเริ่มรับประทาน Madopar เพียง 1/4 เม็ด ก่อนอาหารเช้า–เย็น และอาการตอบสนองค่อนข้างดี ✨

หลังจากนั้น มีการปรับยาเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามอาการ ภายใต้การดูแลของแพทย์
ก่อนที่อาการของพ่อจะเริ่มแย่ลง พ่อรับประทาน Madopar อยู่ที่ครึ่งเม็ด วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร

แม้อาการจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามเวลา
แต่ในช่วงหลายปีแรก พ่อยังสามารถใช้ชีวิตได้ค่อนข้างดี
ยังขับรถไปพบแพทย์เองได้ (พ่อขับรถเองจนถึงประมาณกลางปี 2568) 🚗

ในตอนนั้น ครอบครัวเราไม่ได้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมมากนัก
ส่วนหนึ่งเพราะพ่ออยู่ในการดูแลของแพทย์ที่เก่งมาก
อีกส่วนหนึ่ง เพราะอาการดูเหมือนยังควบคุมได้ดี

ทุกอย่างเหมือนจะค่อย ๆ ดำเนินไปตามปกติ 🌱

จนเมื่อเวลาผ่านไป…เข้าสู่ปีที่ 6 ของการป่วย

หมอเริ่มสังเกตว่า พ่อมีอาการไอบ่อยหลังรับประทานอาหาร
ตอนนั้นเองที่เริ่มรู้ว่า โรคพาร์กินสันของพ่ออาจไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องการสั่นหรือการเคลื่อนไหวอีกต่อไป
แต่อาการเริ่มลึกไปถึง ปัญหาเรื่องการกลืน

และเมื่อมองย้อนกลับไป อาการอื่น ๆ ก็เริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ เช่น

🔹 หายใจเร็ว เหนื่อยง่าย
🔹 ท้องอืด ท้องเฟ้อ
🔹 ท้องผูกเรื้อรัง
🔹 รับประทานอาหารได้น้อยลง
🔹 น้ำหนักลดลง

ในช่วงนั้น เราเริ่มโฟกัสไปที่ ระบบทางเดินหายใจและระบบทางเดินอาหาร เพราะเป็นอาการที่รบกวนคุณภาพชีวิตของพ่อมากขึ้นเรื่อย ๆ

พ่อได้รับการตรวจค่อนข้างละเอียดทั้ง 2 ระบบ รวมถึงการตรวจเพิ่มเติมอีกหลายอย่าง
ไม่ว่าจะเป็น CT ปอด, การตรวจสมรรถภาพปอด (Pulmonary Function Test) รวมถึงการประเมินและตรวจต่าง ๆ ทางระบบทางเดินอาหาร

แต่สุดท้าย…ผลตรวจส่วนใหญ่กลับไม่พบความผิดปกติที่อธิบายอาการได้ชัดเจน

สิ่งที่เราทำได้ในช่วงนั้น คือการรักษาแบบประคับประคองและจัดการตามอาการ
โดยเฉพาะการดูแลปัญหาทางระบบทางเดินอาหาร และการทำ กายภาพฟื้นฟูระบบทางเดินหายใจ 🫁

ซึ่งต้องบอกว่า…สิ่งนี้ช่วยพ่อได้มากจริง ๆ
ทั้งเรื่องเสมหะ การหายใจ และความแข็งแรงโดยรวม 🤍

พ่อดีขึ้นอยู่ระยะหนึ่ง

แต่เมื่อการแพทย์แผนปัจจุบันอาจยังไม่ตอบโจทย์ความหวังของพ่อทั้งหมด
พ่อจึงเริ่มหันไปพึ่งแพทย์แผนจีน

ช่วงนั้น พ่อเริ่มรับประทานยาพาร์กินสันไม่สม่ำเสมอ
บางมื้อได้กิน บางมื้อก็ไม่ได้กิน

จนกระทั่งวันหนึ่ง…เกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิด

ในวันพ่อ ปี 2568 💔
พ่อเกิด การสำลักจนปอดอักเสบ (Aspiration Pneumonia)

พ่อเข้ารับการรักษาใน ICU และต่อที่วอร์ดสามัญ รวมประมาณ 1 สัปดาห์

หลังออกจากโรงพยาบาลครั้งนั้น
พ่อไม่เคยกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกเลย

พ่อเข้าสู่ภาวะที่ต้องพึ่งพาผู้อื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ

และนับจากวันนั้นเอง…

หมอจึงเริ่มศึกษาเรื่องโรคพาร์กินสันอย่างจริงจัง 📚

ยิ่งศึกษา ยิ่งรู้ว่า
โรคนี้ไม่ได้มีแค่ “มือสั่น” อย่างที่เคยเข้าใจตอนเรียนแพทย์

แต่มันเกี่ยวข้องกับ
🫁 การหายใจ
🥣 การกลืน
🚶‍♂️ การเคลื่อนไหว
🧠 ระบบประสาท
🍽️ ระบบทางเดินอาหาร
😴 การนอน
❤️ และคุณภาพชีวิตของทั้งผู้ป่วยและคนดูแล

และหมอก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า…

เราพลาดอะไรสำคัญไปหรือเปล่าในการดูแลพ่อ

คำถามนี้…อาจไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์

แต่สิ่งหนึ่งที่หมอรู้แน่ ๆ คือ
ประสบการณ์ครั้งนี้ ทำให้หมออยากศึกษา และอยากแบ่งปันเรื่องพาร์กินสันมากขึ้น

ไม่ได้แชร์ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคนี้ (เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง)
แต่แชร์ในฐานะ ลูกคนหนึ่ง ที่ต้องเรียนรู้การดูแลพ่อซึ่งป่วยเป็นพาร์กินสัน 👨‍👧💛

ถ้าประสบการณ์ของครอบครัวเรา
จะช่วยให้ใครสักคนสังเกตอาการได้เร็วขึ้น
เข้าใจโรคนี้มากขึ้น
หรือดูแลคนที่รักได้ดีขึ้นอีกเพียงเล็กน้อย

หมอก็คงดีใจมากค่ะ 🌷

ด้วยรักและความเข้าใจ
หมอเชอรี่ 🤍

🌿 #พาร์กินสัน
#โรคพาร์กินสัน
#การดูแลผู้ป่วยพาร์กินสัน

#สุขภาพผู้สูงอายุ

#หมอเชอรี่
#ดูแลคนที่เรารัก

24/10/2025
24/10/2025

📱 ลูกของคุณก้มดูมือถือวันละกี่ชั่วโมง?

ท่าก้มเล็ก ๆ วันนี้…อาจ “เพิ่มความเสี่ยงต่อคอเสื่อมก่อนวัย” ได้โดยไม่รู้ตัว!

คุณพ่อคุณแม่เคยสังเกตไหมคะ เวลาลูกนั่งเล่นมือถือ ก้มอ่านหนังสือ หรือใช้คอมพิวเตอร์นาน ๆ
มักจะมีท่าทางที่เราเห็นจนชินตา — “ไหล่ห่อ คอยื่น” หรือ “คอเต่า 🐢”

หลายคนอาจคิดว่าแค่เสียบุคลิก เดี๋ยวโตก็หาย...
แต่จริง ๆ แล้ว มันคือพฤติกรรมที่ “เร่งให้กระดูกคอและกล้ามเนื้อทำงานหนักเกินจำเป็น” ทุกวันค่ะ 😢

🦴 ทำไม “คอยื่น ไหล่ห่อ” ถึงอันตราย?

ศีรษะของเราหนักประมาณ 5 กิโลกรัม แต่เมื่อก้มลง 45° แรงกดบนกระดูกคอจะเพิ่มเป็น กว่า 22 กิโลกรัม!
(ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณจากแบบจำลองทางชีวกลศาสตร์ — ค่าจริงอาจแตกต่างกันในแต่ละคน)

เด็กที่อยู่ในท่านี้ทุกวันเป็นเวลาหลายชั่วโมง จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อ
🔹 ปวดคอ บ่า สะบักเรื้อรัง
🔹 ปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อเกร็ง (Tension Headache)
🔹 หายใจไม่เต็มปอด เพราะทรวงอกถูกบีบ
🔹 และในระยะยาว... อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสื่อมของกระดูกคอก่อนวัย

📊 จากรายงานของกระทรวงสาธารณสุข เด็กไทยใช้หน้าจอเฉลี่ยกว่า 6–8 ชั่วโมงต่อวัน
นั่นหมายถึงคอของลูกเรา “แบกน้ำหนักศีรษะ” เกินปกติหลายชั่วโมงต่อวันเลยค่ะ

👨‍👩‍👧 พ่อแม่ป้องกันลูกได้อย่างไร?

ข่าวดีคือ ทุกวัยสามารถปรับปรุงท่าทางได้ค่ะ ✨
โดยเฉพาะช่วงวัยมัธยมต้นที่ร่างกายยังยืดหยุ่นมาก ถือเป็น “นาทีทอง” ของการแก้ไข

✅ เตือนให้ลูกนั่งหลังตรง ยืดอก เก็บคาง
✅ พักยืดเหยียดทุก 1 ชั่วโมง
✅ จัดโต๊ะเรียนให้จออยู่ระดับสายตา
✅ ส่งเสริมการออกกำลังกายที่เน้นกล้ามเนื้อหลังและสะบัก เช่น ว่ายน้ำ โยคะ หรือเวทเทรนนิ่งเบา ๆ

💡 ลองให้ลูกทำท่าง่าย ๆ เช่น Chin tuck วันละไม่กี่นาที ก็ช่วยลดอาการตึงคอและปรับบุคลิกให้ดีขึ้นได้จริงค่ะ

🌿 บุคลิกภาพที่ดี เริ่มจาก “ท่าทางที่ถูกต้อง”
วันนี้ลองสังเกตลูกของคุณดูนะคะ แล้วฝึกยืดตัวไปพร้อมกัน 👨‍👩‍👧‍👦
เพราะสุขภาพที่ดี...เริ่มได้จากที่บ้าน 💛

ด้วยความห่วงใยจาก
Golden Years Health | เพื่อนรู้ใจวัยเกษียณและครอบครัว

📚 Reference:
Hansraj KK. (2014). Assessment of Stresses in the Cervical Spine Caused by Posture and Position of the Head. Surgical Technology International.

🔖 #สุขภาพกระดูกคอ #เด็กยุคดิจิทัล #ไหล่ห่อคอยื่น #คอเสื่อมก่อนวัย #พฤติกรรมติดจอ #เลี้ยงลูกให้แข็งแรง #แม่ยุคใหม่รู้ทันโรค

Photos from GoldenYears Health's post 11/10/2025

🌿✨ ความสุขของเราจะเปลี่ยนไปอย่างไร…เมื่ออายุมากขึ้น?
บทความจาก New Scientist (11 ตุลาคม 2025) เรื่อง How do your feelings of happiness vary as you grow older?โดย Chris Stokel-Walker. สรุปได้ดังนี้ค่ะ

🧠 ประเด็นหลัก
ความเชื่อดั้งเดิมที่ว่าความสุขของคนเรามีรูปแบบเป็น "เส้นโค้งรูปตัว U " — มีความสุขมากในวัยหนุ่มสาวและปลายชีวิต แต่ลดลงในวัยกลางคน — อาจไม่ถูกต้อง

🔍 งานวิจัยล่าสุด
นักวิจัย Fabian Kratz และ Josef Brüderl จาก Ludwig Maximilian University of Munich ศึกษาข้อมูลจากผู้ใหญ่ในเยอรมนี 70,922 คน ระหว่างปี 1984–2017 พบว่า
- ความสุขไม่ได้เป็นเส้นโค้งรูปตัว U
- แต่จะ ค่อย ๆ ลดลงอย่างช้า ๆ ตลอดวัยผู้ใหญ่
- จากนั้นลดลงอย่างรวดเร็วหลังอายุ 64 ปี

กราฟแสดงว่าค่าความสุขเฉลี่ย (คะแนน 0–10) เริ่มลดลงหลังอายุ 50 ปี และตกฮวบหลัง 64 ปี

📉 สาเหตุที่ทำให้ผลวิจัยนี้ต่างจากเดิม
Kratz อธิบายว่า งานวิจัยก่อนหน้าอาจ “ทำให้เส้นกราฟเรียบเกินจริง”
เพราะ
1. ไม่ได้คำนึงถึงคนที่เสียชีวิตก่อนวัย 64 (ซึ่งอาจมีระดับความสุขต่ำ)
2. ข้อมูลอาจเบี่ยงเบนจากการละเลยปัจจัยเช่น สุขภาพและการแต่งงาน

💬 ความเห็นจากนักวิทยาศาสตร์อื่น
- Julia Rohrer (University of Leipzig) กล่าวว่า ผลการวิจัยด้านความสุขมักไม่คงที่ เพราะข้อมูลใหม่จะเปลี่ยนผลลัพธ์ได้เสมอ
- Philip Cohen (University of Maryland) ชี้ว่า จุดสำคัญคือการเข้าใจและหาทาง “ป้องกันภาวะความสุขลดลงในวัยสูงอายุ"

❤️ ข้อเสนอสำคัญ
ผู้วิจัยสรุปว่า “ประเด็นเร่งด่วนที่สุดคือการแก้ปัญหาความสุขที่ลดลงในช่วงวัยชรา”
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ควรมีมาตรการช่วยให้ผู้สูงอายุรักษาความสุขและคุณภาพชีวิต เช่น การดูแลสุขภาพกายใจ การสร้างความสัมพันธ์ และการมีจุดหมายในชีวิต

🪞สรุปใจความสำคัญ
- ความสุข ไม่ใช่เส้นโค้งรูปตัว U อย่างที่เคยเชื่อ
- ความสุขค่อย ๆ ลดลง และลดลงชัดเจนหลังอายุ 64 ปี
- ปัจจัยสุขภาพ การแต่งงาน รายได้ และสังคม ล้วนมีผล
- ควรให้ความสำคัญกับ "การดูแลความสุขของผู้สูงอายุเ" เพื่อป้องกันภาวะความทุกข์และความโดดเดี่ยวในวัยปลายชีวิต

💖 แล้วเราจะรักษาความสุขไว้ได้อย่างไรเมื่ออายุมากขึ้น?

🌿 1. ดูแลสุขภาพกายและสมองให้แข็งแรง
- สุขภาพเป็นพื้นฐานของความสุขในวัยสูงอายุ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็ว โยคะ ว่ายน้ำ หรือไทชิ อย่างน้อยวันละ 30 นาที
- กินอาหารสมดุล เพิ่มโปรตีน พืชผัก และไขมันดี
- นอนหลับเพียงพอ 7–8 ชั่วโมง
- ฝึกสมอง ด้วยการอ่าน เขียน เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ (เช่น ภาษาหรือดนตรี) เพื่อป้องกันสมองเสื่อม

🤝 2. รักษาความสัมพันธ์ทางสังคม
งานวิจัย Harvard Study of Adult Development ชี้ว่า
“ความสัมพันธ์ที่ดีคือปัจจัยสำคัญที่สุดของความสุขระยะยาว”
- รักษาความสัมพันธ์กับคนรอบตัว ด้วย “การฟังอย่างลึกซึ้ง”ความสัมพันธ์ที่ดีคือ ยารักษาใจที่ดีที่สุดในวัยชรา ลองฝึก Deep Listening — ฟังด้วยหัวใจ ไม่รีบตอบ ไม่ตัดสิน ให้คนตรง หน้า “รู้สึกว่าเขามีคุณค่า” เชื่อมโยงกับคนรอบตัวด้วยความเข้าใจและความอ่อนโยน
- เข้าร่วมกิจกรรมอาสา ชมรม หรือกลุ่มที่มีความสนใจเหมือนกัน
- ใช้เทคโนโลยีเชื่อมต่อ เช่น วิดีโอคอล หรือกลุ่มออนไลน์ เพื่อไม่ให้รู้สึกโดดเดี่ยว

💫 3. มีเป้าหมายหรือความหมายในชีวิต (Sense of Purpose)
เมื่ออายุมากขึ้น ความสุขจะอยู่ที่ “การได้เป็นประโยชน์”
- ทำงานจิตอาสา หรือถ่ายทอดประสบการณ์ให้คนรุ่นหลัง
- ตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ เช่น “เรียนรู้สิ่งใหม่เดือนละหนึ่งอย่าง”
- เขียนบันทึกประจำวันหรือ “gratitude journal” เพื่อเตือนใจถึงสิ่งดี ๆ ในชีวิต

🪞 4. ฝึกสติและยอมรับความเปลี่ยนแปลง
- ฝึก Mindfulness / Meditation วันละ 10–15 นาที จะช่วยลดความเครียดและซึมเศร้า
- ยอมรับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและชีวิตด้วยทัศนคติ “อ่อนโยนกับตนเอง”
- ใช้ประสบการณ์ชีวิตเป็นแรงบันดาลใจ ไม่ใช่ภาระ

🎨 5. ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเล็ก ๆ ทุกวัน
- หมั่นทำสิ่งที่ชอบ เช่น ร้องเพลง ปลูกต้นไม้ วาดรูป หรือเดินเล่น
- สังเกตความงามรอบตัว เช่น แสงแดดยามเช้า เสียงนกร้อง
- ฝึกขอบคุณสิ่งเล็กน้อยในแต่ละวัน

🌈 6. วางแผนการเงินและความปลอดภัยทางชีวิต
- ความมั่นคงทางการเงินลดความกังวลใจ
- วางแผนค่าใช้จ่ายในวัยเกษียณ
- เตรียมเอกสารทางกฎหมาย เช่น พินัยกรรมหรือ living will
- รู้สึกมั่นใจในความปลอดภัยของชีวิตประจำวัน

🌈 สรุปสั้น ๆ จากใจแอดมินและหมอเชอรี่
“ความสุขในวัยสูงอายุไม่ได้เกิดขึ้นเองตามอายุ แต่เกิดจากการดูแลใจ กาย และความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง”
ขอให้ทุกคนมีความสุขในทุกช่วงวัยของชีวิตนะคะ 💕
#ความสุขวัยเกษียณ #เกษียณสำราญ

06/10/2025

🧬 สเต็มเซลล์ชะลอวัย: ความจริงหรือแค่ความหวัง?
เจาะลึกทุกเรื่องที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

เคยได้ยินโฆษณา "ฉีดสเต็มเซลล์ฟื้นฟูร่างกาย" หรือ "ชะลอวัยย้อนคืนความหนุ่มสาว" กันไหมคะ
"สเต็มเซลล์" กลายเป็นคำแห่งความหวังทางการแพทย์ แต่ก็มีการกล่าวอ้างเกินจริงมากมาย วันนี้ Golden Years Health จะมาเจาะลึกให้ชัดๆ ว่าความจริงคืออะไรกันแน่

✅ ใช้รักษาอะไรได้จริง? 🔬 อะไรคือแค่ความหวัง?

เพื่อให้เข้าใจตรงกัน นี่คือสถานะที่แท้จริงของสเต็มเซลล์ในปัจจุบันค่ะ
✅ รับรองแล้ว: การใช้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (HSCs) เพื่อรักษา "โรคระบบเลือดและภูมิคุ้มกันบางชนิด" เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือภาวะไขกระดูกฝ่อ นี่คือข้อบ่งชี้เดียวที่ได้รับการยอมรับเป็นมาตรฐาน

🔬 กำลังวิจัย (ความหวังในอนาคต): กำลังมีการศึกษาในโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อม เช่น โรคข้อเข่าเสื่อม, ภาวะเปราะบางในผู้สูงวัย, โรคหัวใจบางชนิด แต่ย้ำว่า ต้องทำในโครงการวิจัยทางคลินิกที่ลงทะเบียนและมีกรรมการจริยธรรมควบคุมเท่านั้น! ไม่ใช่การรักษาทั่วไป

❌ ยังไม่รับรองเด็ดขาด: การใช้เพื่อ "ชะลอวัย, เสริมความงาม, ฟื้นฟูร่างกายแบบครอบจักรวาล" ทั้งหมดนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และ อย. สหรัฐฯ (FDA) ได้ออกมาเตือนผู้บริโภคให้ระวังการโฆษณาเกินจริง

⚠️ 7 สัญญาณเตือน! คลินิกสเต็มเซลล์ที่ต้องเลี่ยง

ถ้าเจอการโฆษณาแบบนี้ ให้ตั้งคำถามและระวังตัวให้ดี:
1. อ้างว่ารักษาได้สารพัดโรค: บอกว่าเป็นยาวิเศษ รักษาได้ทุกอย่าง
2. ไม่มีการอ้างอิงงานวิจัยที่ชัดเจน: ไม่สามารถระบุเลขทะเบียนการทดลองทางคลินิกได้
3. ใช้รีวิวคนไข้มาการันตีผล: แทนที่จะใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้
4. ปกปิดความเสี่ยง: พูดแต่ข้อดี ไม่บอกผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
5. เสนอราคาแพงลิ่ว และเร่งรัดให้จ่ายเงินล่วงหน้า
6. ไม่มีแผนการติดตามผลระยะยาว ที่ชัดเจน
7. อ้างว่า "ได้รับการรับรองแล้ว" ทั้งที่ไม่ใช่การรักษาโรคเลือดตามมาตรฐาน

ความเสี่ยงร้ายแรง...เมื่อการรักษาไม่ได้มาตรฐาน

การรับสเต็มเซลล์ที่ไม่ได้คุณภาพ ไม่ได้มาตรฐาน มีรายงานเหตุการณ์น่ากลัวเกิดขึ้นจริงทั่วโลก:
ติดเชื้อในกระแสเลือด: จากผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อน (มีรายงานจาก CDC สหรัฐฯ)
ตาบอดถาวร: จากการฉีดสเต็มเซลล์เข้าลูกตาโดยตรงนอกงานวิจัย (มีรายงานเคสจริงในวารสารการแพทย์ NEJM)
เกิดลิ่มเลือดอุดตัน หรือ เนื้องอก จากเซลล์ที่ไม่มีคุณภาพ

🤔 ใครบ้างที่ "ไม่ควร" รับการรักษา?

โดยทั่วไป ในโครงการวิจัยมักจะยกเว้นผู้ที่มีภาวะเหล่านี้:
1. ผู้ที่กำลังมีการติดเชื้อ หรือมีไข้
2. ผู้ป่วยมะเร็งที่ยังไม่หายขาด (ยกเว้นการรักษาโรคเลือดโดยตรง)
3. สตรีมีครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร
4. ผู้ที่มีโรคประจำตัวรุนแรงที่ยังควบคุมไม่ได้ (โรคหัวใจ, ปอด, ตับ, ไต)
5. ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่าย หรือแพ้สารประกอบในผลิตภัณฑ์สเต็มเซลล์

ทำไมบางครั้งถึง "ไม่ได้ผล"?

ต่อให้ไม่ใช่คลินิกเถื่อน การรักษาก็อาจไม่ได้ผล หากมีปัจจัยเหล่านี้:
1. คุณภาพเซลล์ไม่ดี: เซลล์มีชีวิตรอดน้อยไป ปริมาณไม่ถึงเกณฑ์ หรือเป็น
เซลล์จากผู้บริจาคสูงวัยที่เริ่มเสื่อมสภาพ
2. สุขภาพผู้รับไม่พร้อม: มีภาวะอักเสบในร่างกาย, เบาหวานที่คุมไม่ได้, 3. ขาดสารอาหาร หรือสูบบุหรี่
4. คาดหวังแบบ "เข็มเดียวจบ": ไม่ยอมทำกายภาพบำบัดหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพควบคู่ไปด้วย

📌 บทสรุปสำหรับครอบครัวและผู้สูงวัย
สเต็มเซลล์ มีศักยภาพสูงและเป็นความหวังของวงการแพทย์ แต่ยังไม่ใช่ยาวิเศษสำหรับชะลอวัยในวันนี้

ก่อนตัดสินใจ ต้องตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด และพิจารณาทำ เฉพาะในการทดลองทางคลินิกที่มีการกำกับดูแลอย่างถูกต้องเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของตัวคุณและคนที่คุณรัก

06/10/2025

🧬 สเต็มเซลล์: ความหวังครั้งใหม่ในการ "ซ่อมสมอง" จากโรคพาร์กินสัน

✨ ก้าวสำคัญของวงการแพทย์ที่ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในวันนี้…แต่ใกล้ความจริงเข้ามาทุกขณะ
โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) คือโรคความเสื่อมของระบบประสาทที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะวัย 60 ปีขึ้นไป เกิดจากเซลล์สมองส่วนที่สร้างสารสื่อประสาท "โดพามีน" (Dopamine) ได้เสื่อมและตายไป ทำให้การควบคุมการเคลื่อนไหวผิดปกติ เกิดอาการสั่น เคลื่อนไหวช้า กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง และทรงตัวลำบาก
แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่นวัตกรรมที่ทั่วโลกกำลังจับตามองมากที่สุดก็คือ “การบำบัดด้วยสเต็มเซลล์” (Stem Cell Therapy)

🌱 หลักการคืออะไร? ใช้สเต็มเซลล์ “ซ่อมสมอง” ที่เสื่อมไป
แนวคิดหลักคือ การนำสเต็มเซลล์มาเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการให้เติบโตเป็นเซลล์ประสาทที่สามารถสร้างโดพามีนได้ จากนั้นจึงปลูกถ่ายเซลล์ใหม่เหล่านี้กลับเข้าไปในสมองของผู้ป่วย เพื่อทดแทนเซลล์เดิมที่เสียหายไป
หากเซลล์ใหม่สามารถ “อยู่รอด เชื่อมต่อ และทำงานได้” อย่างสมบูรณ์ ก็มีโอกาสที่จะฟื้นฟูการทำงานของสมองและบรรเทาอาการของโรคได้อย่างยั่งยืน

🔬 ความคืบหน้าล่าสุด ณ ปัจจุบัน (ปลายปี 2025)
✅ เข้าสู่การทดลองในมนุษย์แล้ว: ขณะนี้มีโครงการวิจัยทางคลินิกระยะที่ 1-2 (Phase I/II) ในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพเบื้องต้น
✅ ชนิดของสเต็มเซลล์ที่ใช้:
Embryonic Stem Cells (ESCs): สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์
Induced Pluripotent Stem Cells (iPSCs): สเต็มเซลล์ที่สร้างจากการ "ย้อนวัย" เซลล์ของผู้ป่วยเอง (เช่น เซลล์ผิวหนัง) ให้กลับไปมีคุณสมบัติเหมือนสเต็มเซลล์อีกครั้ง ข้อดีคือช่วยลดความเสี่ยงที่ร่างกายผู้ป่วยจะปฏิเสธเซลล์ใหม่

✅ ผลลัพธ์เบื้องต้น:
ด้านความปลอดภัย: อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ
ด้านประสิทธิภาพ: ผู้ป่วยบางรายมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่น การเคลื่อนไหวดีขึ้น อาการสั่นลดลง
อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างยังน้อยและต้องติดตามผลในระยะยาวต่อไป

⚠️ ความท้าทายที่ยังต้องก้าวข้าม
แม้จะมีความหวัง แต่สเต็มเซลล์ยังไม่ใช่ "ยาวิเศษ" ในวันนี้ เพราะยังมีความท้าทายสำคัญที่ต้องเอาชนะให้ได้
🔬 ความปลอดภัย: ต้องมั่นใจ 100% ว่าเซลล์ที่ปลูกถ่ายเข้าไปจะไม่กลายเป็นเนื้องอก (Teratoma คือเนื้องอกที่เกิดจากเซลล์ที่เจริญผิดปกติ) หรือก่อให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรง
🔬 ประสิทธิภาพระยะยาว: ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเซลล์ใหม่จะอยู่รอดและทำงานเชื่อมต่อกับสมองเดิมได้จริงในระยะยาว
🔬 คุณภาพการผลิต: ต้องมีมาตรฐานการผลิตที่สามารถสร้างเซลล์คุณภาพสูงในจำนวนที่เพียงพอต่อการรักษา
📌 สรุป: ความหวังที่สดใส แต่ยังมาไม่ถึง
"สเต็มเซลล์" มีศักยภาพสูงมากที่จะเป็นจุดเปลี่ยนในการรักษาโรคพาร์กินสัน แต่ ณ ปัจจุบัน ยังคงอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและทดลองเท่านั้น ยังไม่ใช่วิธีการรักษามาตรฐานที่ได้รับการรับรองทั่วไป
ดังนั้น หากพบเห็นโฆษณาจากคลินิกใดๆ ที่อ้างว่าสามารถรักษาโรคพาร์กินสันให้หายขาดด้วยสเต็มเซลล์ได้ในวันนี้ ควรตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบ และปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจเสมอครับ
💡 สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ป่วยและครอบครัวในตอนนี้ คือ "การดูแลคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีที่สุด" ด้วยการรักษาตามมาตรฐานปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการติดตามความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่กำลังเดินหน้าเข้าใกล้ความจริงขึ้นทุกวัน
✨ "เพราะความหวังของผู้ป่วยพาร์กินสัน อาจอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม"
ติดตามข้อมูลสุขภาพสำหรับผู้สูงวัยที่เข้าใจง่ายและเชื่อถือได้กับเรา
ที่เพจ Golden Years Health นะคะ

Reference:
Barker, R. A., et al. (2023). Cell-based therapies for Parkinson’s disease: Past, present and future. Nature Reviews Neurology.

Schweitzer, J. S., et al. (2020). Personalized iPSC-derived dopamine progenitor cells for Parkinson’s disease. New England Journal of Medicine.

Lindvall, O., & Kokaia, Z. (2022). Stem cells in human neurodegenerative disorders — Time for clinical translation? Journal of Clinical Investigation.

#พาร์กินสัน #โรคพาร์กินสัน #สเต็มเซลล์ #การรักษาพาร์กินสัน #สุขภาพผู้สูงอายุ #โรคสมอง #นวัตกรรมการแพทย์ #ดูแลผู้สูงอายุ #ชะลอวัย #ดูแลพ่อแม่

05/10/2025

🌸 “ผิววัย 50+” ไม่ได้แค่เรื่องความงาม แต่คือ “สุขภาพ” ที่เราดูแลได้จากจุดเล็ก ๆ อย่าง Skin Barrier เกราะป้องกันผิวที่สำคัญที่สุด 💪🏻

📌 เมื่อเกราะผิวแข็งแรง ผิวก็ชุ่มชื้นขึ้น ลดโอกาสเกิดผื่น ผิวอักเสบ และยังช่วยชะลอการเสื่อมของผิวในระยะยาวได้อีกด้วย ✨

ไปอ่านรายละเอียดฉบับเต็มจาก Dr. Cherry Skin ได้ที่โพสต์นี้เลยค่ะ 👇

🩹 ฟื้นฟูผิววัย 50+ ให้กลับมาแข็งแรง…เริ่มต้นที่ “Skin Barrier”

เมื่ออายุมากขึ้น หลายคนอาจสังเกตว่า ผิวบางลง แห้งง่าย ระคายเคืองง่าย หรือเป็นผื่นบ่อยขึ้น ทั้งที่เมื่อก่อนผิวแข็งแรงดี
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติของ “วัยทอง” อย่างเดียว แต่เป็นสัญญาณของการเสื่อมในระดับ โครงสร้างผิว (structure) และ ระดับเซลล์ (cellular level) ซึ่งเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป

📌 ข่าวดีคือ…แม้เราหยุดเวลาไม่ได้ แต่เราสามารถ “ชะลอ” และ “ฟื้นฟู” ผิวให้กลับมาแข็งแรงได้ หากเข้าใจกลไกของมันอย่างถูกต้องค่ะ

🛡️ Skin Barrier คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

Skin Barrier (เกราะป้องกันผิว) คือ “แนวป้องกันธรรมชาติ” ที่อยู่บนสุดของผิวหนัง ทำหน้าที่

- ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคหรือสารระคายเคืองเข้าสู่ผิว

- ป้องกันไม่ให้ความชุ่มชื้นระเหยออก

เมื่อเกราะนี้อ่อนแอ → ผิวจะ แห้ง ระคายเคืองง่าย และอักเสบเรื้อรัง (chronic inflammation) ได้ง่ายขึ้นมาก

🧬 ผิวเราเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่ออายุมากขึ้น

🔬 การเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เกิดขึ้น เช่น

1. Epidermis (หนังกำพร้า) บางลง โดยเฉพาะชั้น Stratum Spinosum → ผิวเปราะบางและเกิดแผลง่าย

2. Dermal–Epidermal Junction (รอยต่อระหว่างหนังกำพร้าและหนังแท้) แบนราบ → สารอาหารและออกซิเจนส่งถึงผิวได้ลดลง

3. โปรตีนสำคัญอย่าง Filaggrin และ Loricrin และไขมันอย่าง Ceramide ลดลง → ผิวแห้งและสูญเสียน้ำง่าย

4. Langerhans cells (เซลล์ภูมิคุ้มกันของผิว) ลดลง → ภูมิคุ้มกันผิวอ่อนแอ

5. Collagen (คอลลาเจน) และ Fibroblast (ไฟโบรบลาสต์ – เซลล์ที่สร้างโครงสร้างผิว) ลดลง → ผิวขาดความยืดหยุ่น เกิดริ้วรอย

6. ไขมันใต้ผิว (Subcutaneous fat) เปลี่ยนตำแหน่ง → ใบหน้าเปลี่ยนรูป

7. นอกจากนี้ยังมีภาวะที่เรียกว่า Cellular Senescence (เซลล์ชราภาพ) คือเซลล์ที่หยุดแบ่งตัวแต่ยังคงอยู่และปล่อยสารอักเสบเรื้อรังออกมา และ Telomere shortening (เทโลเมียร์สั้นลง) ซึ่งเร่งกระบวนการแก่ในระดับเซลล์

📉 ไม่ใช่แค่ผิวดูแก่...แต่กระทบถึง “สุขภาพ”

การเสื่อมของ skin barrier ไม่ได้ทำให้แค่ผิวดูแก่ แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลายชนิด เช่น

- Xerosis cutis (ภาวะผิวแห้ง): พบได้มากกว่า 50%

- Atopic dermatitis (ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง): เกิดได้แม้ไม่เคยแพ้มาก่อน

- Contact dermatitis (ผื่นแพ้สัมผัส): ผิวแพ้สารง่ายขึ้น

- Cutaneous infections (การติดเชื้อที่ผิว): เช่น เชื้อรา แบคทีเรีย MRSA

- Seborrheic dermatitis (ผื่นรังแค): เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันและจุลินทรีย์บนผิว

และที่สำคัญคือ Inflammaging (การอักเสบเรื้อรังจากความแก่) อาจเร่งให้เกิดโรคเรื้อรังอื่น ๆ เช่น Alzheimer’s disease (อัลไซเมอร์) หรือ Vascular dementia (สมองเสื่อมจากหลอดเลือด) ได้ด้วย

🩹 วิธีดูแลและฟื้นฟูผิวตามหลักวิชาการ

📍 1. ฟื้นฟู Skin Barrier เป็นอันดับแรก

- ทา Moisturizer (มอยส์เจอร์ไรเซอร์) ทันทีหลังอาบน้ำ

- เลือกผลิตภัณฑ์ที่มี
Humectants (สารดึงน้ำ) เช่น Glycerin, Urea

Occlusives (สารเคลือบป้องกันการสูญเสียน้ำ) เช่น Petrolatum

Physiological lipids (ไขมันธรรมชาติของผิว) เช่น Ceramides

📍 2. จัดการภาวะอักเสบเฉียบพลัน

- ใช้ Topical corticosteroids (สเตียรอยด์ทาเฉพาะที่) เพื่อควบคุมอาการ

- ใช้ Calcineurin inhibitors (ยาทาที่ไม่ทำให้ผิวบาง) ในระยะยาว

- Phototherapy (การฉายแสง) เหมาะกับบางรายที่ใช้ยาไม่ได้

📍 3. ใช้ยารับประทานอย่างระมัดระวัง

- หลีกเลี่ยง First-generation antihistamines (ยาแก้แพ้รุ่นแรก) ที่ทำให้ง่วงหรือสับสน

- พิจารณา Biologics (ยาชีวภาพ) เช่น Dupilumab ซึ่งมีความปลอดภัยสูงในผู้สูงอายุ

📍 4. ปรับพฤติกรรมดูแลผิวในชีวิตประจำวัน

- หลีกเลี่ยงน้ำร้อนจัด

- ใช้สบู่อ่อน ๆ

- ดื่มน้ำให้เพียงพอ และนอนหลับพักผ่อน

✨ สรุป

ผิววัย 50+ ที่ดูบาง แห้ง หรือระคายเคืองง่าย ไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่ต้อง “ยอมรับ” แต่เป็นสัญญาณที่บอกให้เราหันมา ฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) อย่างจริงจัง
เพราะผิวที่แข็งแรง ไม่ใช่แค่ “สวย” แต่ยังเป็น ด่านสำคัญของสุขภาพทั้งร่างกาย ด้วยค่ะ 💪🍀

🏷️ #ดูแลผิววัย50 #ฟื้นฟูผิว #หมอผิวหนังแนะนำ

📚 References:

Makrantonaki E, Zouboulis CC. Molecular mechanisms of skin aging. Ann N Y Acad Sci. 2007;1119:40–50.

Farage MA, et al. Intrinsic and extrinsic factors in skin ageing. Int J Cosmet Sci. 2013;35(3):231–241.

Pilkington SM, et al. Aging and the skin barrier. Clin Dermatol. 2021;39(3):337–348.

American Academy of Dermatology. (2023). Aging skin: Causes, changes, and treatment.

26/09/2025

💔 “จากปวดคอ…สู่แขนชา” – เรื่องจริงที่ไม่มีใครบอกคุณ

ใครจะคิดว่า…อาการเล็ก ๆ อย่าง “ปวดคอ” หรือ “ตึงสะบัก” ที่เรามักมองข้าม อาจลุกลามกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ “ขโมยความฝัน” และ “คุณภาพชีวิต” ไปได้ในที่สุด

เรื่องราวของคุณหมอเชอร์รี่คนนี้ อาจเป็นอุทาหรณ์ให้หลายคนต้องหยุดคิด และเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพราะ…
👉 ร่างกายที่แข็งแรงคือ “ฐาน” ของทุกความฝัน
👉 สุขภาพที่ดีคือ “สะพาน” ที่พาเราไปถึงเป้าหมาย

อย่ารอให้ร่างกายต้อง “ประท้วง” ด้วยความเจ็บปวด ถึงจะเริ่มดูแลมันเลยนะคะ 🌿

📖 อ่านเรื่องเต็มที่ทั้งสะเทือนใจและให้ข้อคิดได้ที่โพสต์นี้ 👇

📌

#เมื่อหมอป่วย #บทเรียนชีวิต #กระดูกคอเสื่อม #แขนชา #สุขภาพดีเริ่มที่ท่าทาง #ออฟฟิศซินโดรม #ดูแลตัวเองก่อนสาย

เมื่อหมอกลายเป็นคนไข้: บทเรียนราคาแพงที่จ่ายด้วย ‘ความฝัน’ และ ‘น้ำตา’ 👩‍⚕️➡️🤕
สวัสดีค่ะ...วันนี้หมอขออนุญาตมาในโหมดดราม่าเบาๆ นะคะ 🎭 ไม่ได้จะมาให้ความรู้เรื่องผิว แต่จะมาเล่าเรื่องของ "คนไข้" ที่ชื่อเชอร์รี่คนนี้ ที่เพิ่งผ่านมรสุมสุขภาพครั้งหนึ่งที่จริงๆแล้วมรสุมลูกนี้เราป้องกันได้ และอยากให้เรื่องนี้เป็นบทเรียนที่พวกเราจะได้ไม่ต้องเจอกับตัวเองค่ะ 🙏

บทที่ 1: จุดเริ่มต้นที่คิดว่า ‘เอาอยู่’ ✅
เรื่องทั้งหมดเริ่มจากภาวะ ‘กระดูกคอเสื่อมกดทับเส้นประสาท’ (Cervical Spondylosis with Radiculopathy) ค่ะ ใช่ค่ะ...หมอเป็นโรคนี้ 🦴😫 มันคืออาการปวดร้าวเหมือนไฟฟ้าช็อต⚡วิ่งจากคอลงแขน ซึ่งทรมานมาก แต่หลังจากรักษาไปสักพัก อาการปวดคอและอาการร้าวก็ดีขึ้นจนเกือบเป็นปกติ...ตอนนั้นหมอถอนหายใจโล่งอก 😮‍💨 คิดว่าเรื่องร้ายคงจบแล้ว..หารู้ไม่ว่า นั่นเป็นแค่การเริ่มต้นของบทเรียนที่แสนสาหัส 😱

บทที่ 2: กลไก ‘ชดเชย’ ของร่างกาย ที่สุดท้ายกลายเป็นการซ้ำเติม 😵‍💫
ร่างกายเราฉลาดค่ะ 🧠 เมื่อคอเคยเจ็บ มันจะสั่งให้กล้ามเนื้อ ‘บ่าและสะบัก’ เกร็งตัวค้างไว้เพื่อปกป้องคอโดยอัตโนมัติ ซึ่งกลไกการ ‘ชดเชย’ (Compensation) นี้เองที่ค่อยๆ สร้างระเบิดเวลาลูกใหม่ขึ้นมาเงียบๆ 💣🤫

ผลคือ...ความเจ็บปวดไม่ได้หายไปไหน แต่มัน ‘ย้ายที่’ ค่ะ! ➡️ จากอาการปวดลึกๆ ใต้สะบัก มันลามมาปวดตึงอย่างรุนแรงที่ ‘กล้ามเนื้อหน้าอกและรอบรักแร้’ จนเกร็งแข็งเป็นก้อนหิน 🪨 และเนื่องจากบริเวณนี้เป็นเหมือน ‘อุโมงค์’ 🚇 ที่มีเส้นประสาทและหลอดเลือดวิ่งผ่านไปที่แขน พอกล้ามเนื้อเกร็งตัวหนาขึ้น มันจึงเริ่มบีบรัดอุโมงค์นี้ และสุดท้าย...มันก็ไปกดทับเส้นประสาทจนเกิดอาการ ‘แขนชา’ อีกระลอก 🥶

บทที่ 3: เมื่อร่างกาย ‘พัง’ ความฝันก็ ‘พัก’ 💔
และนี่คือช่วงเวลาที่คุณภาพชีวิตของหมอดิ่งลงเหว...‘แขนและมือของหมอเริ่มชา’ ค่ะ 🤚🥴
ความเจ็บปวดและความไม่สบายตัวตลอดเวลา ทำให้กิจวัตรธรรมดากลายเป็นเรื่องยาก...แค่จะยกแขนใส่เสื้อผ้า 👕 หรือนอนหลับให้สนิท 😴 ก็ยัง ‘ทำได้ยาก’ ลำบากไปหมด

แต่สิ่งที่เจ็บปวดกว่าร่างกาย คือการที่ ‘แผนพัฒนาตัวเองพังไม่เป็นท่า’ ค่ะ...💥

คอร์สเรียนภาษาจีน 🇨🇳📚 ที่ตั้งใจเรียนมาตลอด ต้องหยุดชะงัก เพราะนั่งนานๆ ไม่ได้เลย

การทำคอนเทนต์ลงเพจ ✍️💻 ที่เป็นแพชชั่น ก็แทบไม่ได้แตะ เพราะแค่คิดก็เหนื่อยแล้ว อาการมันกำเริบทุกครั้งที่ต้องนั่งโต๊ะทำงานนานๆ

ช่วงนั้นรู้สึกแย่กับตัวเองมากค่ะ 😔 เหมือนทุกอย่างที่วางแผนไว้ต้องหยุดทั้งหมดเพราะร่างกายเราคนเดียว

บทที่ 4: แสงสว่างเดียว...คือ ‘เสียงเพลง’ 🎶✨
ท่ามกลางความรู้สึกแย่ๆ หมอค้นพบสิ่งหนึ่งที่ช่วยเยียวยาได้อย่างไม่น่าเชื่อ นั่นคือ ‘การร้องเพลง’ ค่ะ 🎤 อาจจะฟังดูแปลก แต่มันเป็นกิจกรรมเดียวที่ทำให้หมอลืมความเจ็บปวดได้ เพราะเป็นการยืนร้อง ขณะที่ร้องเพลงเรามีความสุขและผ่อนคลาย 😊 กล้ามเนื้อที่เคยเกร็งก็คลายตัวลง...มันคือการบำบัดที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้นจริงๆ ค่ะ💖

บทที่ 5: บทสรุปและการเริ่มต้นใหม่ 💪
ตอนนี้การรักษาของหมอนอกจากจะทานยาบ้างเป็นครั้งคราว 💊 ก็คือการลุกขึ้นมาสู้กับตัวเองค่ะ...หมอทำกายภาพ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อด้วยตัวเองที่บ้านทุกวัน 🧘‍♀️ และที่สำคัญที่สุดคือ พยายามแก้ไข ‘ท่าทางที่ผิด’ 🧍‍♀️ ทั้งการนั่ง ยืน เดิน เพื่อเป็นการดูแลตัวเองในระยะยาว

บอกตามตรงว่า ‘เข็ดมาก ไม่อยากกลับไปเป็นแบบนั้นอีกแล้ว’ ค่ะ 😭🙏
บทเรียนครั้งนี้สอนหมอว่า สุขภาพกายคือฐานของทุกสิ่งจริงๆ ถ้าฐานไม่แข็งแรง ตึกแห่งความฝันที่เราอยากจะสร้างให้สูงแค่ไหนก็สร้างต่อไม่ได้...โปรดฟังเสียงร่างกายของตัวเองกันนะคะ 👂 สังเกตท่าทางของตัวเองในวันนี้ ขยับตัวทุกชั่วโมง ⏰ อย่ารอให้ร่างกายต้องประท้วงเราด้วยความเจ็บปวดเลยค่ะ

บทที่ 6: ฝากถึงคุณ...ที่ยังคิดว่า “ไม่เป็นไร” 🤷‍♀️
ถ้าคุณกำลังอ่านมาถึงตรงนี้…หมออยากให้คุณ “หยุด” 🛑 แล้วถามตัวเองสัก 1 คำถามง่าย ๆ 🙋‍♀️❓
“ฉันกำลังใช้ร่างกายของฉันอย่างรู้คุณ…หรือใช้มันไปเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งต้องจ่ายคืนด้วยความเจ็บปวด?”

เพราะโรคนี้…มันไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับ “คนแก่” 👵 หรือ “คนใช้คอเยอะ” เท่านั้น แต่เกิดได้กับทุกคนที่ปล่อยให้ท่าทางผิด ๆ ซ้ำ ๆ ทุกวันโดยไม่รู้ตัว — ตั้งแต่คนที่นั่งหน้าจอวันละ 8 ชั่วโมง 💻 ไปจนถึงคนที่ใช้มือถือก่อนนอนทุกคืน 📱🌙

และเมื่อวันหนึ่ง “ร่างกายเริ่มประท้วง” ขึ้นมาแล้ว…คุณจะรู้เลยว่า ไม่มีความฝันไหนเดินต่อได้ถ้าร่างกายไม่ไหว 💔

หมอใช้เวลาเกือบหกสัปดาห์ 🗓️ ในการฟื้นฟูทั้งกายและใจจากเรื่องนี้ และได้เรียนรู้ว่า “สุขภาพที่ดูแลทุกวัน” สำคัญกว่าการรักษาที่ดีที่สุดหลังป่วยเสมอ ✅

💌 ฝากไว้จากใจของหมอคนหนึ่ง…ที่ครั้งหนึ่งก็เคย “คิดว่า ‘เอาอยู่’” 😅 แต่ร่างกายบอกว่า “ไม่ใช่” 🙅‍♀️
ขอให้เรื่องของหมอเป็น “อุทาหรณ์เล็ก ๆ” ให้คุณหันมาดูแลคอ ไหล่ สะบัก และท่าทางของตัวเองตั้งแต่วันนี้นะคะ ❤️

ด้วยความห่วงใย
Dr. Cherryskin 👩‍⚕️🍒

#เมื่อหมอป่วย #บทเรียนชีวิต #กระดูกคอเสื่อม #ปวดคอ #ออฟฟิศซินโดรม #แขนชา #สุขภาพดีเริ่มที่ท่าทาง #เรียนรู้จากความเจ็บป่วย

10/09/2025

“โรคพาร์กินสัน…ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป 👩‍⚕️
เพราะสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ 🧓🏻👴🏻
Golden Years Health และคุณหมอเชอรี่ อยากให้ทุกบ้านมี ความตระหนักรู้ เพื่อดูแลคนที่เรารักให้ดีที่สุด 💖”

✨ รู้จักโรคพาร์กินสัน: โรคที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

👨‍👩‍👧‍👦 เนื่องจากมีสมาชิกในครอบครัวของแอดมินเป็นโรคนี้
แอดมินและคุณหมอเชอรี่จึงอยากมาแชร์ความรู้ เพื่อให้ทุกบ้านมี ความตระหนักรู้ และสังเกตอาการได้ตั้งแต่ต้นค่ะ

🧠 โรคพาร์กินสันคืออะไร?

โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) เกิดจากสมองสร้าง โดปามีน ลดลง ทำให้เกิดอาการ
👉 มือสั่น
👉 เคลื่อนไหวช้า
👉 กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง
👉 เดินหรือทรงตัวยาก

📊 พบบ่อยแค่ไหนในไทย?

ในประเทศไทยมีผู้ป่วยกว่า 100,000 คน และตัวเลขเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามสังคมสูงวัย
💡 แปลว่า…นี่ไม่ใช่โรคไกลตัวเลยค่ะ

⚠️ ใครคือกลุ่มเสี่ยง?
• ผู้สูงอายุ > 60 ปี
• เพศชายมีโอกาสมากกว่าเล็กน้อย
• ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้
• สิ่งแวดล้อมและสารพิษบางชนิด

📌 โรคพาร์กินสันมีกี่ระยะ?
แบ่งออกเป็น 5 ระยะ
1️⃣ อาการข้างเดียว (มือสั่น, แข็งเกร็ง)
2️⃣ อาการสองข้าง แต่ยังทรงตัวได้
3️⃣ ทรงตัวเริ่มเสีย เดินช้าลง หกล้มง่าย
4️⃣ ต้องการความช่วยเหลือหลายกิจกรรม
5️⃣ พึ่งพาผู้อื่นเกือบทั้งหมด

นอกจากนี้ยังมี ระยะก่อนอาการมอเตอร์ ที่สังเกตได้จาก ➡️ ท้องผูก, ดมกลิ่นไม่ได้, ฝันแล้วดิ้นแรง ๆ

💊 การรักษา

โรคนี้แม้ยังไม่หายขาด แต่ ควบคุมอาการได้
• ยาช่วยเสริมการทำงานของโดปามีน
• กายภาพบำบัด & ฝึกการพูด
• ผ่าตัดกระตุ้นสมอง (บางราย)
• การดูแลองค์รวม: ออกกำลังกาย + โภชนาการ + สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

👩‍⚕️ ถ้าสงสัยว่าคนในครอบครัวเป็น ควรพบใคร?
• โรงพยาบาลรัฐ → แพทย์อายุรกรรมระบบประสาท (Neurologist)
• โรงพยาบาลเอกชน → มักมี แพทย์เฉพาะทางด้านโรคพาร์กินสันและการเคลื่อนไหวผิดปกติ (Movement Disorder Specialist)

👉 หากพบอาการ มือสั่น เคลื่อนไหวช้า เดินแข็งทื่อ หรือเสียการทรงตัว ควรไปพบแพทย์โดยเร็วค่ะ

🌟 สรุป: โรคพาร์กินสันพบได้บ่อย แต่สามารถดูแลให้คุณภาพชีวิตดีได้ หากตรวจพบเร็วและรักษาอย่างเหมาะสม ครอบครัวคือพลังสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วย “อยู่กับโรคนี้ได้อย่างมีศักดิ์ศรีและความสุข”

🔖 #คุณหมอเชอรี่ #พาร์กินสัน #ดูแลผู้สูงอายุ #สุขภาพสมอง #ผู้สูงอายุไทย #ผู้สูงอายุแข็งแรง #โรคทางสมอง #โรคพาร์กินสัน

Photos from GoldenYears Health's post 26/08/2025

📱 มือถือ–iPad ภัยเงียบต่อกระดูกคอ

ทำไมการก้มมองจอจึงอันตรายกว่าที่คิด?

ในยุคที่มือถือและ iPad กลายเป็นเพื่อนสนิทในทุกกิจกรรม ไม่ว่าจะอ่านข่าว แชท ดูซีรีส์ หรือเรียนออนไลน์ หลายคนอาจไม่รู้เลยว่า “ท่าก้มคอ” ที่ทำจนชินนั้นกำลังสร้าง ความเสียหายต่อกระดูกคอ แบบเงียบ ๆ

⚠️ ผลเสียจากการก้มคอเป็นเวลานาน

1. แรงกดเพิ่มมหาศาล
- ศีรษะของเราหนักประมาณ 4–5 กิโลกรัม
- เมื่อก้มไปข้างหน้าเพียง 30 องศา น้ำหนักที่กระดูกคอต้องรับจะเพิ่มขึ้นเป็น 18 กิโลกรัม
- หากก้ม 60 องศา เท่ากับแบกน้ำหนักเกือบ 27 กิโลกรัม บนคอทุกวัน!

2. กล้ามเนื้อคอ–บ่าอักเสบ
- กล้ามเนื้อ trapezius และ levator scapulae ต้องทำงานหนัก ทำให้เกิดอาการ ปวดตึงต้นคอ ปวดสะบัก และไมเกรนจากความตึงเครียด

3. หมอนรองกระดูกคอเสื่อมเร็ว
- เมื่อคอถูกกดนาน ๆ หมอนรองกระดูกคอ (cervical disc) เสื่อมและยุบตัวเร็วกว่าปกติ
- เพิ่มความเสี่ยง หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

🌀 ภาวะ “คอตรง” (Straight Neck / Text Neck)
- เมื่อเส้นโค้งธรรมชาติของคอหายไป
- กระดูกคอปกติควรมี เส้นโค้งโค้งไปข้างหน้าเล็กน้อย (cervical lordosis) ทำหน้าที่เหมือนโช้คอัพ ซับแรงกดจากศีรษะ แต่เมื่อก้มจอนาน ๆ ทุกวัน เส้นโค้งนี้จะ “ตรง” หรือ “หายไป” เกิดเป็นภาวะ คอตรง (straight neck)

🔎 ผลเสียเมื่อคอเสียความโค้งธรรมชาติ
1. แรงกระแทกลงตรง ๆ → หมอนรองกระดูกและข้อคอรับแรงโดยตรง → เสื่อมเร็ว

2. ปวดเรื้อรัง → กล้ามเนื้อคอและบ่าเกร็งตลอดเวลา → ปวดศีรษะและไมเกรน

3. เส้นประสาทถูกกดทับง่าย → ชาปลายมือ แขนอ่อนแรง

4. ข้อกระดูกเสื่อมและงอก (osteophyte) → เคลื่อนไหวคอลำบาก

5. บุคลิกภาพเปลี่ยน → ศีรษะยื่น ไหล่ห่อ หลังค่อม → ดูเหนื่อยล้า ไม่มั่นใจ

🩺 อาการที่ควรระวัง
1.ปวดคอ บ่า สะบัก เป็นประจำ
2. ปวดศีรษะด้านหลัง หรือปวดร้าวขึ้นศีรษะ
3. ชา ปวดร้าวลงแขน
4. เคลื่อนไหวคอได้จำกัด

✅ วิธีป้องกันและดูแล
1. ยกจอขึ้นระดับสายตา → ลดการก้มคอ
2. พักทุก 30–50 นาที → ลุก เดิน ยืดกล้ามเนื้อ
3. ท่าบริหารคอเป็นประจำ
- Chin tuck (ดึงคางเข้าหาตัวเบา ๆ)
- Shoulder blade squeeze (เก็บสะบักเข้าหากัน)

4. จัดท่านั่งทำงานให้ถูกต้อง → หลังตรง เท้าวางราบกับพื้น

5. เลือกหมอนที่เหมาะสม → รองรับกระดูกคอพอดี ไม่สูงหรือต่ำเกินไป

🌟 สรุป

การเล่นมือถือและ iPad ไม่ใช่แค่ทำให้สายตาล้า แต่ยังทำให้ กระดูกคอเสื่อมเร็วขึ้น และเกิดภาวะคอตรง ที่ส่งผลร้ายทั้งต่อสุขภาพ ความสบาย และบุคลิกภาพของเราในระยะยาว

การเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ เช่น ยกมือถือขึ้นระดับสายตา พักคอทุกชั่วโมง และออกกำลังเสริมคอ–บ่า สามารถช่วยปกป้องกระดูกคอของเราได้ในอนาคตค่ะ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านเสริมสวย ใน Bang Bo?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


25/553 Moo 5 Bangna Trad Road
Bang Bo
10560