Slab Patch Thailand 8
Simple Better Life
ง่ายๆ กับชีวิตที่ดี
โซเศร้า
คุมได้หรือคุมไม่ได้
เป็นปกติของมัน
25/06/2026
เพื่อน
เดฟคือเพื่อนรักของผมและครอบครัว
จริงๆ แล้วมันเกินกว่าคำว่าเพื่อนไปไกลมาก จนผมเองก็ยังไม่รู้จะใช้คำไหนดี
เขาเป็นทั้งเพื่อนรัก
พี่ชาย
ที่ปรึกษา
อาจารย์
เป็นคนที่ให้ความรู้ ช่วยเหลือ และอยู่กับผมมาตลอด
ทั้งเรื่องงาน อาชีพ เพลง ตั้งแต่อัลบั้มแรกๆ จนถึงงานล่าสุด
และที่สำคัญกว่านั้น คือเป็นตัวอย่างในการใช้ชีวิตให้ผมเห็นมาตลอด
จริงๆ แล้วเดฟจากเราไปตั้งแต่วันที่ 4 ของเดือนที่แล้ว
แต่มันยากมากสำหรับครอบครัวเราที่จะยอมรับว่าเขาไปแล้ว
จนถึงวันนี้ ผมก็ยังทำความเข้าใจกับความรู้สึกของตัวเองไม่ได้
ถามตุ้ย ถามลูกๆ ทุกคนก็บอกว่าเป็นเหมือนกัน
ผมจึงยังไม่ได้มาเล่าให้ทุกคนฟังเสียที
วิถีชีวิตของเดฟมี influence กับผู้คนมากมายจริงๆ
แน่นอนว่ากับผมด้วย มากเหลือเกิน
1991-2026 เวลาที่เรารู้จักและสนิทกัน
เขาเป็นคนที่ให้เวลาชีวิตกับคนทีละคน
และทำให้ทุกคนที่ได้สัมผัสเขา รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพิเศษและมีความมั่นใจในตัวเองขึ้นมา รวมถึงผมอีกด้วยเหมือนกัน
เขาเคยบอกแบบขำๆกับผมว่า
การใส่เสื้อเก่าๆ ขับรถเก่าๆ มันช่วยโลกหลายอย่างเลยนะ
เขาเรียกมันว่า
The Ministry of Staying Cheap
คือการเลือกใช้ชีวิตแบบไม่ต้องดูแพง
ไม่ต้องมีอะไรไปข่มใคร
ใส่เสื้อเก่า ขับรถเก่า
อยู่เงียบๆ ใต้เรดาร์
เพื่อให้คนที่เดินเข้ามาหาเขา
ไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองเล็กลง
เขาใช้ความธรรมดาของตัวเองเป็นประตู
ให้คนอื่นกล้าเดินเข้ามาเป็นตัวเองต่อหน้าเขา
ไม่ว่ายากดีมีจน
เมื่อวานนี้คืองานศพของเขา
ผมได้มีโอกาสขึ้นไปพูดอะไรเกี่ยวกับเขาเล็กน้อย
ก่อนหน้านั้น ผมได้เขียนความรู้สึกในใจ
ส่งให้พี่สาวของเขาอ่านให้เขาฟัง
ก่อนที่เขาจะต้องหลับไปด้วยยา
เพื่อเข้ารับการรักษา
ผมเขียนเผื่อไว้ว่า
อย่างน้อย เขาจะได้ยินสิ่งที่ผมอยากบอกเขา
ด้วยหูของเขาเอง
เผื่อว่าจะไม่มีโอกาสกลับมาได้ยินอีก แต่ตอนนั้นยังมีหวังอยู่นะฮะ แค่เผื่อๆไว้
และวันนี้
ในอีกไม่กี่นาทีนี้
จะเป็นวันที่เราต้องส่งร่างของเขาเป็นครั้งสุดท้า
ผมมีความรู้สึกที่แปลกประหลาดมาก
ทั้งเสียใจ
ทั้งดีใจกับเขา ที่เขาถึงเส้นชัยของชีวิตแล้ว
ทั้งคิดถึง
ทั้งงง
ทั้งอะไรต่อมิอะไรอีกล้านแปด
แต่เวลาอยู่กับพี่สาว พี่เขย และเพื่อนๆ ของเขา
ผมกับตุ้ยก็ยังเฮฮาได้อยู่
เพราะมันยังรู้สึกเหมือนเดฟไม่ได้จากเราไปไหนจริงๆ
ขณะเดียวกัน
ผมก็ยังต้องโปรโมทงาน
ต้องประชุมเรื่องคอนเสิร์ต
ต้องทำกิจกรรมอีกหลายอย่าง
แต่ข้างในมันอึงอลเหลือเกิน
เหมือนกับว่า
ในเวลาแบบนี้
เรายังมีแก่ใจมาโปรโมทอะไรอีกเหรอ
บ้าจริงๆ ความรู้สึกแบบนี้
ทราบไหมครับว่า เวลาเราโพสต์โปรโมทอะไร
เราต้องรีบเข้าไปตอบทุกคนให้ครบใน 1 ชั่วโมงแรก
เพราะ algorithm จะช่วยดันฟีดให้คนเห็นมากขึ้น
คนถึงจะช่วยแชร์ และ engage กับโพสต์ของเรา
แต่ด้วยความรู้สึกตอนนี้
มันยากมากจริงๆ
สารภาพเลยว่า
ผมต้องขอให้น้องช่วยตอบแทนผมบางส่วน
ถ้าช่วงนี้ผมไม่ได้ตอบทุกคนด้วยตัวเองทั้งหมด
ขอบคุณที่เข้าใจผมนะครับ
ผมเขียนมายืดยาว
ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าอยากระบายความรู้สึกที่มีอยู่ตอนนี้
และอยากขอให้ทุกท่าน
ช่วยกันส่งใจ
ส่งคำอธิษฐาน
ส่งเดฟ
ก่อนที่เราจะส่งเขาไปในอีกไม่กี่นาทีนี้ด้วยนะครับ
ขอบคุณมากครับ
ขอพระเจ้าอวยพร และขอขอบคุณเพื่อนรักของผม david vasquez
I love you dude
Boyd
พักไม่ผ่อน
24/06/2026
กิจกรรมแจกฟรี‼️ เพราะเรามั่นใจ
เมื่อคุณยังไม่กล้าลอง... เราเลยกล้าแจก‼️
เรามั่นใจในคุณภาพสินค้าของเราแบบ 100% ไม่อยากให้คุณเชื่อแค่คำโฆษณา แต่อยากให้ลองด้วยตัวเอง
👉 รอบนี้เอาไปใช้ฟรีๆ ก่อนเลย! รอบหน้าใช้ดี เห็นผลจริง ค่อยกลับมาอุดหนุนกัน
(กติการ่วมสนุกง่ายๆ คอมเมนต์ สนใจใต้โพสต์นี้เลย 👇)
อนุญาตให้ตัวเองนอนแล้วหรือยัง
Night Prep. Night Time.
Bedly
SP
——————————————
โปรตีนนนน
22/06/2026
รักต้องรู้ ลืมตาย
ทักษะรัก (Love skill)
1. ทุก ๆ ความสัมพันธ์ย่อมมีช่วงเวลาที่ดี อย่างน้อยก็ในช่วงแรกเริ่ม ไม่เช่นนั้น ความสัมพันธ์นั้นคงเริ่มต้นไม่ได้
2. การลองเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ดี (good relationship) จงทำให้เหมือนการซื้อล็อตเตอรี่ ลงทุนไม่ต้องมาก คาดหวังไม่ต้องสูง สนุกและรอลุ้น หากไม่ถูกรางวัลก็ไม่เป็นไร ก็แค่รอซื้อใบใหม่ในคราวหน้า
3. ความสัมพันธ์ที่ดี คือ ความสัมพันธ์ที่มีองค์ประกอบหลักสี่ส่วน ได้แก่ (1) การเข้าอกเข้าใจ (understanding) (2) การเอาใจใส่ (caring) (3) ความเคารพ (respect) ในการตัดสินใจและตัวตนของอีกฝ่าย และ (4) การตอบสนอง (response) ความต้องการทางอารมณ์ต่อสิ่งที่อีกคนร้องขอทั้งจากภาษาพูดและจากภาษากาย ทั้งสี่องค์ประกอบนี้จัดเป็น “ทักษะ” ที่ผู้ที่อยากอยู่ในความสัมพันธ์ที่ดีต้องฝึกสังเกต ไตร่ตรองและฝึกตอบสนองจนชำนาญ
4. ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ใช่สิ่งที่เข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดของอีกคน และไม่ใช่สิ่งที่ชดเชยหรือบรรเทาความเจ็บปวดในอดีตของใครคนหนึ่งคนใด แต่ความสัมพันธ์ที่ดีคือสิ่งที่เข้ามาเพิ่มเติมความสุขให้แก่คนที่เต็มด้วยตนเองและสามารถมีความสุขได้ด้วยตนเองอยู่ก่อนแล้ว
5. Mindset ของความสัมพันธ์ที่ดีคือ การคาดหวังต่ออีกฝ่ายให้น้อยที่สุด เพราะในความสัมพันธ์ที่ดีนั้น เราจะให้เขาเป็นตัวของตัวเอง (I-Thou/ I-You/ ฉันและเธอ) ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนตัวเองไปมาก ซึ่งแน่นอนว่าเขาจะมีความแตกต่างจากเราและแตกต่างจากคนที่เราคาดหวังอยากให้เขาเป็น (I-IT/ ฉันและของๆฉัน) เขาจะมีทั้งข้อดีที่เราชอบและข้อเสียที่เราไม่ชอบอยู่ในตัวของเขาเอง เพราะไม่มีใครในโลกนี้ที่สมบูรณ์แบบตามใจเรา
6. ความสัมพันธ์ที่ดีอาจจะคงอยู่เป็นหลักเดือน หลักปี หลายสิบปี หรือจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะตายจากกันไป แต่ไม่ว่ามันจะมีอายุเท่าไหร่ก็ตาม มันก็เป็นความสัมพันธ์ที่ดีที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และมันเคยส่งความสุขให้เราสองคนในช่วงเวลาขณะนั้น
7. ในระหว่างที่เรากำลังอยู่ในความสัมพันธ์ที่ดีนั้น มันไม่แฟร์เลยถ้าจะนำอดีตที่เจ็บปวดของเราหรือของอีกคนมาคิดสงสัยให้ใจระแวงไปว่ามันจะจบลงแบบเดิมหรือไม่ เพราะคนที่เรากำลังมีความสัมพันธ์ที่ดีด้วยนั้นเป็นคนละคนกับคนในอดีตของเรา และมนุษย์เราบนโลกนี้ก็ไม่มีใครที่เหมือนกันเลย
8. อย่าได้คาดหวังว่าความสัมพันธ์ที่ดีจะคงอยู่ยาวนานตราบชั่วกัลป์ แต่จงคาดหวังว่าทุกความสัมพันธ์ที่ดีย่อมต้องมีช่วงเวลาที่ดีน้อยลงบ้าง หรือมีช่วงเวลาที่ไม่ดีเข้ามาแทรกกลางได้เสมอ
9. เมื่อเกิดช่วงเวลาที่ไม่ดีในความสัมพันธ์ ทั้งคู่ต้องพยายามแก้ไขให้เร็วที่สุด โดยใช้ความเข้าอกเข้าใจ (understanding) ความใส่ใจ (caring) ความเคารพ (respect) และการตอบสนอง (response) ต่อกันและกันเพื่อให้ความสัมพันธ์ที่ดีนั้นยังคงอยู่ต่อเนื่องให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้
10. หากความสัมพันธ์ที่ดีจบลง ไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ดี แต่หมายความว่าความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเป็นความสัมพันธ์ที่ดีอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง และมันได้หมดอายุขัยของมันไปแล้ว
11. ความสัมพันธ์ที่ดีที่จบลงไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง และมันไม่ได้สะท้อนว่าเราไม่มีค่าหรือไม่สมควรมีใคร มันเพียงสะท้อนความไม่จีรังยั่งยืนของปรากฏการณ์อย่างหนึ่งระหว่างมนุษย์สองคน ดังนั้น อย่าได้โทษตนเอง และอย่าตำหนิอีกฝ่าย จงรับรู้ว่ามันได้จบลง แต่อย่างน้อยมันก็เคยมีช่วงเวลาดี ๆ ที่นำความสุขมาให้เราสองคนครั้งหนึ่งในช่วงชีวิตอันแสนสั้นของเราทุกคน
21/06/2026
ปัจจุบันที่แท้ทรู
เมื่อ ดร. ซาราห์ วัย 93 ปี ได้รับแจ้งจากแพทย์ว่าเธอเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายที่ลุกลามไปยังปอด สมอง และกระดูกสันหลัง สิ่งที่เธอทำไม่ใช่การร้องไห้ฟูมฟาย แต่เธอกลับให้คะแนน "A+" กับแพทย์คนนั้นสำหรับการบอกความจริงอย่างตรงไปตรงมาและสบตาเธออย่างจริงใจ
ดร. ซาราห์ แบรแบนต์ เคยสอนวิชา "ความตายและการสูญเสีย" ที่มหาวิทยาลัยหลุยเซียนา และในปัจจุบันเธอกำลังใช้ชีวิตตามบทเรียนที่ตัวเองเคยสอน
#ไม่อยากรู้ว่าเหลือกี่วัน
การตัดสินใจครั้งสำคัญหลังจากทราบว่าเป็นมะเร็งเปลี่ยน "วาระสุดท้าย" ของเธอให้กลายเป็น "ห้องเรียนแห่งชีวิต"
ดร. ซาราห์ ปฏิเสธที่จะเจาะชิ้นเนื้อเพื่อตรวจอย่างละเอียด ซึ่งกระบวนการนั้นเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยให้แพทย์สามารถคำนวณ "ตัวเลข" หรือ "กรอบเวลา" ที่แน่ชัดได้ว่าเธอเหลือเวลาอีกกี่สัปดาห์หรือกี่เดือน
เธอปฏิเสธมันอย่างสิ้นเชิงเพราะเธอรู้ดีว่า หากได้ตัวเลขนั้นมา มันจะกลายเป็น #กรงขัง ทางความคิดทันที
"ถ้าฉันรู้กำหนดเวลาที่เหลืออยู่ ฉันก็คงจะเอาแต่จดจ่ออยู่กับเวลานั้น แต่ในเมื่อเป็นแบบนี้ ฉันจึงเลือกที่จะจดจ่ออยู่กับชีวิตในแต่ละวัน" — ดร. ซาราห์ แบรแบนต์
เมื่อไม่มีเดดไลน์มาคอยค้ำคอ ดร. ซาราห์ในวัย 93 ปี จึงไม่ได้ใช้ชีวิตแบบ "คนกำลังจะตาย" แต่นำเอาบทเรียนที่เธอเคยสอนมาปฏิบัติจริง
เธอจัดบ้าน เคลียร์ของในห้องใต้หลังคา เขียนคำไว้อาลัยของตัวเองล่วงหน้า และบอกลูก ๆ อย่างตรงไปตรงมาว่าห้ามใช้คำเลี่ยงว่าเธอ "จากไป" แต่ให้ใช้คำว่า "ตาย" เพราะความตายคือเรื่องจริงของชีวิต
สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือ ดร. ซาราห์เล่าว่า สภาวะที่ไม่รู้กำหนดเวลาที่แน่นอนนี้ ได้มอบ "ความสงบอย่างลึกซึ้ง" และ "ความสุข" ในแบบที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต
ในเช้าวันศุกร์ประเสริฐ (Good Friday) ขณะที่เธอนั่งสัมภาษณ์และพูดคุยเรื่องความตาย แววตาของเธอยังคงเป็นประกาย เธอไม่ได้นั่งนับถอยหลังสู่วันสุดท้าย แต่นั่งซึมซับความอุ่นของแสงแดด ความรักจากคนรอบข้าง และคุณค่าของวันธรรมดา ๆ วันหนึ่งอย่างเต็มตื่น โดยตั้งใจว่าเมื่อวันนั้นมาถึงจริง ๆ สิ่งสุดท้ายที่เธอจะทิ้งไว้เป็นบทเรียนคือการบริจาคร่างกายของเธอเพื่อการศึกษา
#คำถามชวนคิด: เมื่อชีวิตไม่มีเดดไลน์
แนวคิดของ ดร. ซาราห์ ไม่ได้มีไว้สำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้ายเท่านั้น แต่มันสะท้อนถึงวิธีที่พวกเราส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ในทุกวันนี้ ลองหยุดคิดและตั้งคำถามกับตัวเองดูครับ:
1. เรากำลังใช้ชีวิต หรือกำลังนับถอยหลัง?
หากวันนี้มีคนมาบอกวันตายที่แน่นอนของคุณ คุณคิดว่าคุณจะใช้เวลาที่เหลือด้วย "ความกลัวซ้ำ ๆ ในทุกวันที่ขยับเข้าใกล้เดดไลน์" หรือจะ "มีอิสระในการใช้ชีวิต" มากกว่ากัน?
ความไม่รู้...แท้จริงแล้วเป็นคำสาป
หรือเป็นพรที่เปิดโอกาสให้เรา
ได้อยู่กับปัจจุบัน?
2. เราติดกับดัก "เดดไลน์" อื่น ๆ ในชีวิตอยู่หรือไม่?
ในชีวิตประจำวัน เรามักตั้งกำหนดเวลาให้ตัวเองเสมอ เช่น ต้องสำเร็จก่อนอายุ 30, ต้องมีบ้านก่อนอายุ 35, ต้องเกษียณตอนอายุ 60...
ารเอาใจไปจดจ่ออยู่กับ "เป้าหมายและตัวเลข" เหล่านั้น กำลังทำให้เราลืมซึมซับและมีความสุขกับ "วันธรรมดา ๆ วันนี้"
เหมือนที่ ดร. ซาราห์ปฏิเสธตัวเลขบอกเวลาของหมอหรือเปล่า?
3. ความสงบที่แท้จริงเกิดจากอะไร?
ดร. ซาราห์พบความสงบสูงสุดเมื่อเธอเลิกควบคุมอนาคต (เลิกอยากรู้ว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน) แล้วหันมาโอบรับปัจจุบัน แล้วสำหรับเราล่ะ... สิ่งที่เรากำลังพยายามควบคุมและคาดเดาในอนาคตอยู่ตอนนี้ มันกำลังพรากความสงบไปจากใจของเราในนาทีนี้อยู่หรือไม่?
ถ้าเลือกได้ ระหว่างการ "รู้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมใจ" กับการ "ไม่รู้เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างเต็มที่" แบบ ดร. ซาราห์ คุณคิดว่าแนวทางไหนตอบโจทย์ความหมายของการมีชีวิตอยู่ของคุณมากกว่ากันครับ?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เบอร์โทรศัพท์
ที่อยู่
Bangkok
10200
